Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home ข้อคิดสำหรับพ่อแม่ เรียนรู้ด้วยหัวใจ

เรียนรู้ด้วยหัวใจ

มร. ทาดาชิ มัตษุอิ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Fukuinkan Shoten (http://www.fukuinkan.com) บรรยายที่กรุงเทพฯ ผู้แปลการบรรยาย พรอนงค์ นิยมค้า เรียบเรียงโดย อริยา ไพทูรย์ Fukuinkan Shoten เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือระดับโลกจำนวนมากที่ตีพิมพ์อยู่ในประเทศไทย อาทิ หนังสือชุดน้องหมี กุริ กับ กุระ มี้จัง หัวผักกาดยักษ์ ฯลฯ
เรียนรู้ด้วยหัวใจ

Tadachi Matsui

เมื่อผมต้องพูดในหัวข้อเรื่อง “ปลูกฝังให้เด็กมีหัวใจที่รู้จักความประทับใจ” บทสรุปของผมคือ ผู้ใหญ่จะต้องมีหัวใจที่รู้จักความประทับใจเสียก่อน

ความประทับใจคือ ความรู้สึกอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ส่งผลให้หัวใจเกิดความตื่นเต้นหวั่นไหว แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันพากันปล่อยปะละเลยเรื่องนี้

แนวโน้มการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นปัจจุบัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เป็นการศึกษาแบบยัดเยียด ทำให้เด็กถูกแช่อิ่มด้วยความรู้ตั้งแต่ยังเล็ก และวัดปริมาณความรู้ของเด็กด้วยตัวเลขออกมาเป็นคะแนนความสามารถ การที่เด็กทำคะแนนได้ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่คะแนนความสามารถเป็นเพียงส่วนหนึ่งส่วนดียวของคน เป็นเพียงเครื่องบ่งปริมาณความรู้ที่ถูกยัดใส่เข้าไปในสมองของคนเท่านั้น ส่วนบุคคลนั้นจะสามารถนำความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หากเราสนใจแต่เรื่องคะแนนของลูก ดูแต่ด้านความรู้ที่ถูกใส่เข้าไปในสมอง เราอาจลืมมองไปว่าหัวใจของเด็กนั้นว่างเปล่า และถูกกัดกร่อนไปเสียแล้ว แม้หัวใจจะว่างเปล่า ร่างกายของเด็กก็เติบโตขึ้นได้ มองภายนอกดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว แต่ความไม่สมดุลระหว่างภายนอกกับภายในนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลดีอย่างแน่นอน และกว่าจะรู้ตัว เจ้าตัวก็ประสบกับความทุกข์เข้าแล้ว

อีกจุดหนึ่งที่หน้าเป็นห่วงคือ แม้เด็กจะมีความรู้มากมายที่ถูกจับยัดเยียดใส่เข้าไปในสมอง เด็กกลับมิได้รับการฝึกสอนให้รู้จักนำความรู้เหล่านั้นมาใช้อย่างเหมาะสม ความรู้ที่อัดอยู่ในสมอง เปรียบเสมือนสารานุกรมที่วางเรียงอยู่บนชั้นหนังสือ ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีผู้รู้จักนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้

หากเราสนใจแต่เรื่องคะแนนของลูก ดูแต่ด้านความรู้ที่ถูกใส่เข้าไปในสมอง เราอาจลืมมองไปว่าหัวใจของเด็กนั้นว่างเปล่า และถูกกัดกร่อนไปเสียแล้ว แม้หัวใจจะว่างเปล่า ร่างกายของเด็กก็เติบโตขึ้นได้ มองภายนอกดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว แต่ความไม่สมดุลระหว่างภายนอกกับภายในนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลดีอย่างแน่นอน และกว่าจะรู้ตัว เจ้าตัวก็ประสบกับความทุกข์เข้าแล้ว
อีกจุดหนึ่งที่หน้าเป็นห่วงคือ แม้เด็กจะมีความรู้มากมายที่ถูกจับยัดเยียดใส่เข้าไปในสมอง เด็กกลับมิได้รับการฝึกสอนให้รู้จักนำความรู้เหล่านั้นมาใช้อย่างเหมาะสม ความรู้ที่อัดอยู่ในสมอง เปรียบเสมือนสารานุกรมที่วางเรียงอยู่บนชั้นหนังสือ ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีผู้รู้จักนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้

หากมีวิธีการนำความรู้และข่าวสารซึ่งอัดแน่นอยู่ในสมองออกมาใช้ แล้วเราอัดความรู้ด้านวิธีการใช้ใส่สมองเข้าไปอีก สมองจะทำงานอย่างสร้างสรรค์และมีชีวิตชีวาได้หรือ! ผมคิดว่า ไม่ หากเรายัดเยียดความรู้และข่าวสารเข้าไปในสมองมากเท่าใด การทำงานของสมองและความรู้สึกของคนก็จะยิ่งเฉื่อยลง

พลังความสามารถในการใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์มิใช่ได้มาจากความรู้ พลังนั้นมิได้มาจากการทำงานของสมองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพลังที่มาจากการเคลื่อนไหวของจิตใจด้วย เราเรียกพลังนี้ว่า “ปัญญา”(wisdom)

“ปัญญา”คือความรอบรู้ในสรรพสิ่ง ความเข้าใจถึงความผิดชอบชั่วดี พลังในการสังเกต วางแผนและจัดการ “ปัญญา”แตกต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์และไหวพริบเพราะ “ปัญญา”มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับอุปนิสัยของคน และเป็นเครื่องชี้นำชีวิตคนอีกด้วย

การสร้างสรรค์ปัญญานั้น ถึงแม้จะมิได้ถูกละเลยเสียทีเดียวทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน แต่ก็ได้รับความสำคัญน้อยมาก

สำหรับผู้มีความรู้น้อยแต่ไม่มีปัญญาในการใช้ความรู้นั้น ถึงจะมีความรู้เต็มร้อย ก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เปรียบกับผู้มีความรู้เพียงเจ็ดสิบ และมีปัญญาความสามารถในการใช้ความรู้ที่มีอยู่ ฝ่ายหลังกลับมีชีวิตที่ดีกว่า ส่วนฝ่ายแรกอาจต้องพึ่งผู้อื่น เพื่อนำความรู้ที่เขามีอยู่เต็มร้อยมาใช้ จึงจะเริ่มเป็นผู้มีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง

เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างปัญญาขึ้นมาได้ ? ระยะสำคัญอยู่ในช่วงวัยเด็กเล็กถึงวัยประถม คือระยะก่อนอายุ 10 ขวบ อย่างไรก็ตาม คนเรามิใช่เครื่องจักร จะให้ทุกคนเหมือนกันหมดแบบเครื่องจักรย่อมไม่ได้ ระยะเวลาที่แน่นอนจึงกำหนดไม่ได้เพราะต่างกันแล้วแต่บุคคล

แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะกล่าวได้ก็คือ ชีวิตประจำวันของเด็กวัยก่อน 10 ขวบที่มีประสบการณ์รู้จักคิดอย่างลึกซึ้ง เข้าใจอย่างลึกซึ้งและเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอจะกลายเป็นพื้นฐานในการสร้างปัญญา การรู้จักคิดลึกซึ้ง เข้าใจลึกซึ้ง รู้สึกลึกซึ้ง เป็นคำกล่าวแบบนามธรรม ดูคลุมเครือแต่หมายถึงการรู้จักใช้สัมผัสทั้งห้าของมนุษย์อย่างเต็มที่ รู้จักดู รู้จักฟัง มีการพัฒนาสมาธิ ความสามารถในการสังเกตและเปิดสัมผัสรับรู้ผู้อื่น มิใช่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองเท่านั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะกล่าวได้ก็คือ ชีวิตประจำวันของเด็กวัยก่อน 10 ขวบที่มีประสบการณ์รู้จักคิดอย่างลึกซึ้ง เข้าใจอย่างลึกซึ้งและเกิดความรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอจะกลายเป็นพื้นฐานในการสร้างปัญญา การรู้จักคิดลึกซึ้ง เข้าใจลึกซึ้ง รู้สึกลึกซึ้ง เป็นคำกล่าวแบบนามธรรม ดูคลุมเครือแต่หมายถึงการรู้จักใช้สัมผัสทั้งห้าของมนุษย์อย่างเต็มที่ รู้จักดู รู้จักฟัง มีการพัฒนาสมาธิ ความสามารถในการสังเกตและเปิดสัมผัสรับรู้ผู้อื่น มิใช่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองเท่านั้น

 

หนังสือภาพสำหรับเด็ก ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์อันลึกซึ้งเหล่านี้ให้แก่เด็ก หนังสือภาพมีความหมายในด้านการช่วยให้เด็กรู้จักคิดลึกซึ้ง เข้าใจลึกซึ้งและรู้สึกลึกซึ้ง มิใช่เป็นการยัดเยียดความรู้ มิได้เป็นการสอนอักขระและมิใช่หนังสือสำหรับฝึกอ่านคนเดียว

หนังสือภาพคือความสนุกสนานของเด็ก เด็กจะเกิดความรู้สึกร่วม และจะถูกดึงให้เขาไปอยู่ในโลกของหนังสือภาพก็ต่อเมื่อเด็กรู้สึกพอใจ ซึ่งจะทำให้เด็กเริ่มคิดลึกซึ้ง เข้าใจลึกซึ้งและรู้สึกลึกซึ้ง เป็นการสร้างหัวใจที่รู้จักความประทับใจขึ้น

หากผู้ใหญ่อ่านหนังสือภาพที่ตนเองชอบและรู้สึกประทับใจให้เด็กฟัง เด็กผู้ฟังก็จะรู้สึกสนใจหนังสือเล่มนั้นอย่างหน้าแปลกใจทีเดียว คงเป็นเพราะความรู้สึกของผู้อ่านถ่ายทอดผ่านคำพูดและส่งผลต่อหัวใจเด็ก หากผู้ใหญ่บังคับให้เด็กรับฟังความคิดของตน เด็กจะปิดหัวใจไม่รับรู้ แต่ผู้ใหญ่สามารถเปิดหัวใจเด็กได้อย่างกว้างขว้าง โดยผ่านการอ่านหนังสือภาพที่ตนประทับใจให้เด็กฟัง

ความรู้สึกลึกซึ้งและพลังผลักดันจิตใจเกิดจากความอบอุ่นทางภาษา เด็กที่พ่อแม่หรือผู้อื่นโอบอุ้มดูแลและสัมพันธ์ด้วยภาษาอันอบอุ่น มีโอกาสสัมผัสความอบอุ่นนั้นโดยตรงและเป็นประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความปิติยินดี การเลี้ยงดูเด็กคือการทำให้เด็กรู้สึกปิติยินดี เด็กที่เคยได้รับความรู้สึกเช่นนี้จะเติบโตเป็นผู้สร้างและมอบความปิติยินดีให้แก่ผู้อื่นต่อไป

คนที่พ่อแม่เคยอ่านหนังสือภาพให้ฟัง และมีชีวิตที่มีความสุขสนุกสนานในวัยเด็ก เมื่อมีลูกของตัวเองก็จะอ่านหนังสือภาพให้ลูกฟังตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีใครมายุยงส่งเสริม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองอย่างหน้าแปลกใจทีเดียว มิได้เกิดขึ้นเพราะมีผู้ชี้นำว่าหนังสือภาพมีความสำคัญเพียงใดแต่เป็นเพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้รับประสบการณ์ที่ตนเคยได้รับและรู้สึกชื่นชอบในวัยเด็กเท่านั้นเอง เนื่องจากพ่อแม่เคยรู้สึกปิติยินดีอย่างลึกซึ้งมาก่อน จึงกลายเป็นผู้มอบความปิติยินดีนั้นต่อไป

ในเมืองใหญ่ปัจจุบัน เพื่อนบ้านขาดการสื่อสารกันด้วยภาษาอันอบอุ่น ได้แต่ทักทายกันแค่คำสองคำเมื่อเดินสวนกันเท่านั้น สังคมที่ขาดการสังสรรค์ด้วยภาษาจากใจก็ไม่ใช่สังคมอีกต่อไป กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีแต่ครอบครัวเดี่ยวๆตั้งอยู่เรียงรายกันเท่านั้น สมัยนี้แม้แต่ภายในครอบครัวเองก็กำลังขาดภาษาสัมพันธ์ ทั้งระหว่างสามีภรรยาและระหว่างพ่อแม่ลูก ภาษาสื่อสัมพันธ์กำลังจางหายไปจากบ้านด้วย

การที่ภาษาหายไปและขาดภาษาสื่อสัมพันธ์นั้น หมายถึงคนเราก็ไม่ใช่คนอีกต่อไป เพราะคนที่ขาดภาษาไม่มีโอกาสพัฒนาขึ้นมาเป็นคน เป็นการตัดรากถอนโคนความเป็นคน เมื่อคนกับคนขาดความสัมพันธ์กัน ขาดความเข้าใจกัน ความเป็นครอบครัวก็หมดไปด้วย เด็กที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น โตขึ้นก็ไม่สามารถสร้างครอบครัวและไม่สามารถเป็นพ่อคนแม่คนด้วย

ความขาดแคลนภาษา ความขาดแคลนการมโนภาพทำให้คนขาดความเข้าใจและความรู้สึกร่วม หากขาดความรู้สึกร่วม คนเราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

นิทานคือโลกของภาษา ภาพและอักษรที่ปรากฏบนหนังสือภาพคือโลกของภาษา พ่อแม่ควรพาลูกน้อยท่องไปด้วยกันในโลกของภาษาอันอบอุ่น คือการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มิใช่ปล่อยให้เดินทางไปคนเดียว ควรร่วมกันท่องโลกของภาษา ในฐานะผู้อ่านและผู้ฟัง อันเป็นความปีติยินดีที่หาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ยากยิ่งนัก