Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home แนะนำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ความรักของต้นไม้

ความรักของต้นไม้

บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ แต่งโดย : เชล ซิลเวอร์สเตน แปล : สีรุ้ง สำนักพิมพ์ : บ้านต้นไม้
ความรักของต้นไม้

ความรักของต้นไม้

ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ประทับใจเกี่ยวกับหนังสือภาพสำหรับเด็ก อันเป็นผลสืบเนื่อจากการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ จนวันนี้เด็กๆกลายเป็นประจักษ์พยานในพลังและคุณประโยชน์ทางการเรียนรู้ที่เด็กๆได้จากหนังสือภาพ จนเริ่มเข้าใจว่าหนังสือภาพที่ดีนั้น สามารถอธิบายความอันเป็นนามธรรมให้เด็กๆเข้าใจได้ชัดเจนและลึกซึ้ง อันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้โดยคำพูด เพราะกระบวนการคิดและประสบการณ์ของเด็กตัวน้อยๆ ยังไม่พร้อมสำหรับการเชื่อมโยงวิเคราะห์จากการฟังแต่หนังสือภาพสามารถให้ประสบการณ์อันเป็นรูปธรรมแก่เด็กๆได้

หนังสือเล่มนี้ อาจเป็นเล่มแรกๆที่ผู้เขียนหยิบขึ้นมาดูหลายครั้งก่อนจะตัดสินใจว่าจะเขียนถึงดีหรือไม่หรือจะเขียนถึงอย่างไร หลังจากพิจารณาข้อมูลแวดล้อมแล้วก็ตัดสินใจเขียนดีกว่า เพราะน่าจะเป็นคุณมากกว่าโทษและจะขอนำเสนอมุมมองและข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคงช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้เขียนเองระมัดระวังและมองหนังสือภาพให้ลึก ให้ละเอียดมากขึ้น ก่อนจะชี้ว่าเหมาะกับเด็กหรือไม่

เชล ซิลเวอร์สเตน เป็นศิลปินที่มีผลงานหลายอย่างทั้งดนตรี งานกวี งานภาพประกอบและงานเขียน แต่ก็ไม่สู้จะประสบความสำเร็จมากนัก กระทั่งมาเขียนหนังสือที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก โดยมีเล่มนี้เป็นเล่มแรกและขายดีที่สุด สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุด แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเช่นกัน ดังมีเรื่องเล่าว่าสำนักพิมพ์แห่งแรกที่เขานำต้นฉบับไปเสนอตอบว่า เขาจะต้องตอบให้ได้ก่อนว่าต้องการทำหนังสือสำหรับเด็กหรือสำหรับผู้ใหญ่ ก่อนจะส่งต้นฉบับคืนเป็นอันว่าเขาต้องนำไปเสนอสำนักพิมพ์แห่งอื่นแทนและลงเอยเหมือนเรื่องเล่าของผู้ชนะทั้งหลาย คือสามารถขายหนังสือได้มากมายและปล่อยสำนักพิมพ์แห่งแรกไว้ในความเงียบเหงาราวกับผู้แพ้ ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้ทำให้เขาออกงานเล่มอื่นๆตามมา อีกหลายเล่มซึ่งล้วนเป็นในแนวเดียวกันกล่าวคือ ออกไปทางช่างคิด และทั้งหมดล้วยประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ได้รับการแปลออกไปหลายภาษา สร้างชื่อเสียงให้ผู้ประพันธ์เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในสากล

หากพิจารณาเนื้อหาอย่างจริงจังแล้ว ผู้เขียนรู้สึกคล้อยตามสำนักพิมพ์แห่งแรกที่ปฏิเสธการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ในฐานะหนังสือเด็ก เพราะเนื้อหาและการเสนอยืนคร่อมอยู่ระหว่างเด็กและใหญ่ ทั้งรูปเล่ม เนื้อหาภาพประกอบและเรื่องราว หากจะพิจารณาเพียงภาพประกอบก็ดูเป็นเด็ก การใช้ลายเส้นน้อยๆ ง่ายๆ ทำให้รู้สึกถึงความเงียบ สอดคล้องกลมกลืนไปกับถ้อยคำ แต่ก็ดูเป็นแนวผู้ใหญ่อยู่มาก เด็กๆจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่ออ่านให้ฟัง

การพิมพ์ซ้ำถึงเจ็ดครั้งในรอบหกปีนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ (หากมองในฐานะหนังสือภาพสำหรับ เด็ก) เนื่องจากหนังสือภาพที่คุ้นเคยและชื่นชอบกันมากในอันดับต้นๆ (ทั้งคุณครูและพ่อแม่รู้จักกันดี) ยังไม่มีเล่มใดขายได้ถึงหมื่นห้าพันเล่มในเวลาสิบปี   จึงออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่า หากนี่คือหนังสือสำหรับเด็กและเป็นหนังสือสำหรับเด็กจริง เราคงได้เห็นพัฒนาการด้านนี้อย่างกว้างขวางเลยทีเดียว ความเป็นไปได้ทางการตลาดจึงมีอยู่ทางเดียว คือ กลุ่มหนุ่มสาว และไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเล่มนี้ จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในห้องสมุดเด็กเอาเสียเลย เด็กๆเมินเฉยเสียด้วยซ้ำ สภาพหนังสือเล่มนี้ที่ห้องสมุดทั้งทุกแห่งจึงยังดีอยู่เสมอเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆที่ขึ้นชั้นพร้อมกัน

เนื้อหาในหนังสือเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์มากที่สุด ดังมีเรื่องเล่าว่าเพื่อนของคุณแม่มือใหม่ท่านหนึ่งซื้อหนังสือเล่มนี้ไปฝาก เมื่อคุณแม่ท่านนั้นอ่านจบก็กล่าวกับเพื่อนว่า “เชล ซิลเวอร์สเตน เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงใช่ไหม” เพื่อนตอบว่า “ใช่” เธอกล่าวต่อไปว่า “เขาเขียนหนังสืออย่างนี้ออกมาได้อย่างไร ฉันไม่มีวันอ่านหนังสือแบบนี้ให้ลูกฟังหรอก เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะสอนให้ลูกเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้”

ส่วนผู้ประพันธ์เองก็เคยกล่าวออกตัวว่า เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่ง สิ่งหนึ่งให้อีกสิ่งหนึ่งรับ นักวิชาการด้านวรรณกรรมกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า การกลับมาทุกครั้งของเด็กชายคนนั้นเป็นการมาเพื่อจะขออะไรบางอย่างเท่านั้น ไม่เดือดร้อนก็ไม่เคยมาหา ไม่สนใจใยดีต่ออะไรเลย ส่วนเจ้าต้นไม้ก็ช่างไม่เรียนรู้ ดังพ่อแม่จอมตามใจลูกทั้งหลาย จนลูกเสียคนก็ยังไม่สำนึกว่าตนเองเป็นผู้กระทำและภาพเด็กหนุ่มพาคู่รักไปพรอดรักใต้ต้นไม้ผู้อารีนั้นถูกมองว่าเกินเลยถึงขั้นละเมิดศีลธรรมเลยทีเดียว

หากเปรียบเทียบงานเล่มอื่นของผู้ประพันธ์ก็จะพบว่าทิศทางเนื้อหา การออกแบบรูปเล่มและภาพ ดูไม่แตกต่างกันมากนัก กระทั่งบางเล่มสื่อความคาบลูกคาบดอกไปทางเพศก็มี เช่น the missing piece (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการแปลหรือไม่) ส่วน the missing piece meet the big o นั้นค่อยดูขบคิดมากขึ้น แต่ก็ยังห่างชั้นความเป็นหนังสือเด็กอยู่ดี (หากมีข้อสงสัยอย่างไรจึงจะเรียกว่าหนังสือสำหรับเด็ก ก็ขอความกรุณาพิจารณาข้อเขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มอื่นๆ ในฉบับก่อนหน้า)

Navigation