Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home แนะนำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ทายซิ ทายซิ หนูรักพ่อมากแค่ไหน

ทายซิ ทายซิ หนูรักพ่อมากแค่ไหน

บทความ : ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ แปลจาก Guess How Much I Love You เรื่องโดย Sam Mcbartney ภาพโดย Anita Jeram ผู้แปล ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

guesshowmuch_s.jpgมีหนังสือสำหรับเด็กไม่มากนัก ในบ้านเราที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กๆ(ลูก) มักจะนิยมชมชอบการได้หยอกล้อลูบหัวกับพ่อมากกว่าเล่นกับแม่ ในขณะที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะทำหน้าที่เป็นผู้คอยดูแลเรื่องความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของลูกๆ หนังสือเรื่อง“ทายซิ ทายซิหนูรักพ่อมากแค่ไหน” เป็นหนังสือเด็กที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกได้อย่างน่ารัก แนบเนียนให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุดเล่มหนึ่ง

 

พ่อกระต่ายสีน้ำตาลที่ดูกระดำกระด่าง ไม่ค่อยน่ารักในสายตาของผู้ใหญ่อย่างเราและลูกกระต่ายน้อยสีน้ำตาลรูปร่างท่าทางเก้งก้าง กระทั่งบางคนมองเห็นว่าเป็นลา มากกว่าจะดูเป็นกระต่าย แต่หากเรามองข้ามจุดนี้ไปได้ เราจะได้เห็นความอบอุ่น ความน่ารักและรู้สึกซาบซึ้งไปกับพ่อ-ลูกกระต่ายสีน้ำตาลคู่นี้ผ่านเนื้อหา สาระที่มีอยู่ในเรื่อง

ครูชีวัน วิสาสะ มักพูดอยู่เสมอว่า ในหนังสือภาพสำหรับเด็กนั้นประกอบด้วย ภาพ ภาษาและเนื้อหา ซึ่งผู้ใหญ่ควรจะต้องค้นให้พบว่า ในหนังสือแต่ละเล่ม ภาพที่เล่าเรื่องอย่างไร นำเสนอด้วยภาษาเช่นไรและมีเนื้อหาอะไร


คุณพ่อคุณแม่อ่านตัวหนังสือไปอย่างช้าๆ เพื่อปล่อยให้ลูกได้ดูภาพกระต่ายพ่อ-ลูกจ้องมองกัน ส่งผ่านความรู้สึกรักใคร่ต่อกัน ภาพของพ่อกระต่ายที่แสดงความชื่นชมลูกน้อย ภาพกระต่ายน้อยที่ตื่นเต้นตาโตเมื่อรับรู้ว่า พ่อกระต่ายรักตัวมากแค่ไหนดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า ภาพกระต่ายป่าพ่อ-ลูกที่ดูเหมือนไม่น่ารักในสายตาของผู้ใหญ่ แตกต่างจากกระต่ายขนฟูน่าเอ็นดูที่เราเห็นกันเสมอในหนังสือเด็กเกือบทุกเล่ม แต่สิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ในความกระดำกระด่างของกระต่ายสีน้ำตาลพ่อ-ลูกคู่นี้ คืออารมณ์ที่ถ่ายทอดผ่านสีหน้าท่าทางของกระต่ายทั้งสองตัวต่างหากที่ให้ความ รู้สึกเมื่อเรามองดูภาพประกอบในหนังสือเด็กเล่มนี้

main2.jpgเรื่องเล่าว่า...วันหนึ่งขณะที่พ่อ กระต่ายกำลังพาลูกน้อยไปนอน ลูกกระต่ายสีน้ำตาลถามพ่อขึ้นว่า “ทายซิ ทายซิหนูรักพ่อมากแค่ไหน” พ่อกระต่ายซึ่งก็คงหมือนกับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่จะต้องแปลกใจและงง และแน่นอน...ตอบไม่ถูก ! จึงทำได้แค่เฉไฉไปว่า “พ่อทายไม่ถูกหรอก” ลูกกระต่ายน้อยจึงกางแขนออกกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ แล้วบอกพ่อว่า “รักมากเท่านี้ไง”

พ่อกระต่ายจึงค่อยรับมุข แล้วบอกกับลูกน้อยกลับไปว่า “พ่อก็รักลูกมากเท่านี้” พร้อมกับกางแขนออกกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ แล้วเกมใครรักมากกว่ากัน ก็เริ่มขึ้นจากตรงนี้เอง เพราะลูกกระต่ายก็ไม่ยอม มันชูสองแขนขึ้นเหนือหัวแล้วบอกพ่อว่า “หนูรักพ่อสูงเท่าสุดมือหนูเลย” พ่อกระต่ายซึ่งก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันชูมือขึ้น ก่อนจะบอกลูกว่า “พ่อก็รักลูกสูงเท่าสุดมือพ่อเลย”

คราวนี้เกมใครรักมากกว่ากัน เริ่มเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดตีลังกายกขาขึ้นแตะกิ่งไม้และบอกว่า “หนูรักพ่อตลอดตัวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า”

มีหรือที่พ่อกระต่ายจะยอมแพ้ง่ายๆ จึงอุ้มกระต่ายน้อยพลางเหวี่ยงขึ้นสูงแล้วบอกว่า “พ่อก็รักลูกตลอดตัวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าของของลูก” กระต่ายน้อยไม่ยอมแพ้มันบอกพ่อว่า “หนูรักสูงเท่าหนูกระโดด” พ่อกระต่ายก็กระโดดสูงลิบจนหูยาวๆ ของพ่อแตะกิ่งแล้วเกทับลูกว่า “พ่อก็รักลูกสูงเท่าที่พ่อกระโดด”

กระต่ายน้อยตะลึงตาค้างขณะมองเห็นว่า พ่อกระโดดได้สูงมากแค่ไหน เนื้อเรื่องดำเนินเรื่อยมาโดยผู้แต่งมิได้สรุปชี้นำแม้แต่น้อยว่าแท้ที่จริงแล้วพ่อกระต่ายรักกระต่ายน้อยมากกว่าเสมอ

ในเวลาที่เด็กๆ ดูหนังสือภาพนั้น เขามิได้ดูหรือฟังแบบผู้ใหญ่ซึ่งกำลังฟังเรื่องราวของคนอื่น แต่เด็กๆจะฟังและดูในฐานะตัวละครในเรื่อง เอาตัวเองเข้าไปสวมบทบาทเป็นตัวละครในเรื่อง

ในตอนท้ายสุด เมื่อกระต่ายน้อยรู้สึกง่วงนอนเต็มที่ มันเงยหน้าขึ้นไปเห็นดวงจันทร์และคิดได้ว่าคงจะไม่มีอะไรอยู่ไกลไปกว่าดวงจันทร์อีกแล้ว จึงพูดขึ้นว่า “หนูรักพ่อตรงขึ้นไปจนถึงดวงจันทร์” แล้วหลับตาลงนอน พ่อกระต่ายได้แต่พูดเบาๆ ก่อนหอมแก้มลูกรักขอให้นอนหลับฝันดีว่า “พ่อก็รักตรงขึ้นไปถึงดวงจันทร์....และกลับลงมา” เวลานั้นกระต่ายน้อยนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว จึงไม่ต้องรับรู้ว่า เกมนี้พ่อชนะ แต่คนอ่านมีก้อนจุกอยู่ในลำคอ

Navigation