Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home โทรทัศน์กับเด็ก โทรทัศน์ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

โทรทัศน์ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

คัดจากบรรยาย คุณธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์
โทรทัศน์ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

พัฒนาการเด็ก

ช่วง เวลา ๐-๖ ขวบ  ถือเป็นช่วงวัยทองของสมองมนุษย์ต้องการการกระตุ้นจากมนุษย์ด้วยกัน  อันหมายถึงพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูจะต้องสื่อสารกับเด็ก สนับสนุนเด็กให้เรียนรู้สิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ  ส่งเสริมพัฒนาการด้านการเล่น  การอ่านหนังสือ  การใช้หนังสือภาพ  การพูดคุย  “ ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์ อย่าให้เด็กสนใจสื่อที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีชีวิต

สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้จากโทรทัศน์

๑. ความรุนแรง

มีการศึกษาวิจัยที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการดูทีวีที่มีเนื้อหา ความรุนแรงกับพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็ก  การดูความรุนแรงในโทรทัศน์จะทำให้เด็กเกิดการต่อต้านความกลัว  ความกังวล  เก็บกด  ฝันร้าย  นอนไม่หลับ  และมีอาการผิดปกติจากความเครียด

๒. เซ็กส์

โทรทัศน์ฉายภาพพฤติกรรมรักสนุกในเซ็กส์ของผู้ใหญ่ให้เด็กได้เรียนรู้  แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยง หรือผลที่ตามมาหลังจากมีเพศสัมพันธ์

๓. สิ่งเสพติด

ในทีวีมักฉายภาพดารานักร้องนักแสดงที่มีพฤติกรรมการเสพ สิ่งเสพติด เช่น  ดื่มเหล้ายามสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือยามอกหัก  ซึ่งเด็กๆจะซึมซับและเลียบแบบ  เมื่อตนเองตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น

๔. โฆษณา

ในระหว่างการดูโทรทัศน์  พบว่าคลื่นสมองจะเป็นอัลฟ่า หมายถึงเป็นช่วงเวลาที่สมองทำงานในด้านการรับรู้  การนิ่งเฉย ไม่ได้ใช้ความคิดเลยสมองจะปิดรับข้อมูล  ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นความต้องการของธุรกิจโฆษณาผลิตภัณฑ์ชั้นนำ ๑๐๐ อันดับแรกเท่านั้น  จากบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด ๔๕๐,๐๐๐ บริษัท หมายความว่า มีธุรกิจชั้นนำเพียง ๑๐๐ แห่งเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าเราควรจะได้ดูอะไร

ดูโทรทัศน์ได้แต่ไม่ติดงอมแงม ดูเท่าที่มีเวลาสนใจ แต่เด็กที่ติดโทรทัศน์จะไม่มีวันอ่านหนังสือ

เมื่อพูดถึงขนมขยะที่เด็กบริโภค จำนวนเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น  ที่บ้านใกล้ๆสมาคมฯมีอยู่คนหนึ่งถึงขั้นต้องฉีดอินซูลินตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ  ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผงชูรส (เรียกว่าโนโซเดียมกลูตาเมต) ที่มีอยู่ในอาหารขยะ ผงชูรสผลิตจากขบวนการทางเคมี ซึ่งมีทั้งกระบวนการหมักและต้องใช้สารเคมีหลายตัว เช่น กรดกำมะถันtv.jpgหรือกรดซัลฟูริค กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก ยูเรีย ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในปัสสาวะของคน นอกจากนี้ยังต้องใช้โซดาไฟอีกด้วย สูตรเคมีคือ C5H8NNaO4 • H2O  สังเกตว่าโซเดียมเป็นเกลือและเป็นตัวเดียวกับน้ำแข็งแห้งที่เขาเอาไปทำ ฝนเทียม ถ้าเกลือถูกทิ้งเอาไว้ในแก้วสักพักมันจะดูดน้ำในอากาศแล้วตัวมันกลายเป็นน้ำ พอมันไปอยู่ในร่างกาย อยู่ในเซลมันก็ดูดน้ำในร่างกายทำให้ร่ายกายบวม ซึ่งร่างกายต้องพยายามปั๊มเลือด เหมือนกันกับการที่เราเปิดปั๊มน้ำแล้วปิดก๊อกน้ำปุ๊บแรงดันมันจะเพิ่มมากขึ้น ๓-๔ เท่า ทางเดินเลือดก็เหมือนกันหากมีการอุดตัน หัวใจต้องทำงานมากขึ้นเป็น ๓ เท่า ๔ เท่า นั่นเป็นที่มาของความดัน แล้วตามมาด้วยโรคสี่พี่น้อง คือ ความดันโลหิตสูง ไตวาย เบาหวาน และโรคหัวใจ อันนี้คือสิ่งที่เด็กได้ที่ชัดเจนที่สุด นอกจากนั้นก็ยังได้รสนิยมทางภาษา กริยาอาการและสมาธิสั้น ต่างจากเด็กที่มีคนอ่านหนังสือให้ฟังเด็กจะมีสมาธิยา ซึ่งพวกเราได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงตามที่กล่าวมา

เด็กที่ติดหนังสือจะเป็นเด็กที่ไม่ติดโทรทัศน์

copy3_of_images.jpegดูโทรทัศน์ได้แต่ไม่ติดงอมแงม ดูเท่าที่มีเวลาสนใจ แต่เด็กที่ติดโทรทัศน์จะไม่มีวันอ่านหนังสือ นักโฆษณาคนหนึ่งเดินทางไปทั่วโลก ได้ดูโฆษณาของหลายๆประเทศทั่วโลกพบว่าโฆษณาของประเทศไทยกับสหรัฐเมริกามีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งที่สุดโต่ง คือ ใช้เรื่องทางเพศมาขายสิ่งของมากที่สุดแม้กระทั่งน้ำดื่ม ผู้บริจาครายหนึ่งของสมาคมฯมาจากเนเธอร์แลนด์บอกว่าที่เนเธอร์แลนด์แค่โฆษณาผ้าอนามัยเขายังห้าม แต่บ้านเราทุกอย่างอยู่ในโทรทัศน์ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่าทำไมเด็กในสมัยนี้จึงมีสมาธิสั้น  พ่อแม่และผู้ใหญ่หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าการที่เด็กนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ นานๆ นั้นเพราะเด็กมีสมาธิยาว ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่