Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in Register
This Logo Viewlet registered to qPloneSkinBusiness4 product
You are here: Home โทรทัศน์กับเด็ก ทำไม่จึงไม่ควรให้เด็กใช้แท็บเล็ท

ทำไม่จึงไม่ควรให้เด็กใช้แท็บเล็ท

app นิทานทั้งหลายที่เห็นกันเกลื่อน มันไม่ได้กระตุ้นหรือส่งเสริมการคิด สติปัญญา หรือพัฒนาการทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งใดๆเลย หากเทียบกับการอ่านหนังสือในแบบเดิมๆ

องค์กรเพื่อการอ่านออกเขียนได้แห่งสหราชอาณาจักร์ (UK’s National Literacy Trust) ทำการสำรวจเด็กๆ อายุ ๘-๑๖ จำนวน ๓๕,๐๐๐ คน พบว่า เด็กๆที่อ่านหนังสือจากแท็บเล็ททุกวันทำคะแนนการอ่านได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ ๑๕ ในขณะที่เด็กๆที่อ่านหนังสือจาก “หนังสือ” ทุกวัน ทำคะแนนการอ่านได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ ๒๖ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไม่แท็บเล็ทจึงไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านได้ ต่อไปนี้คือคำอธิบาย

เด็กๆนั้นพร้อมที่จะถูกดึงดูดให้เข้าสู่จอสัมผัสสีสันสดใสและเกมส์ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และจอสัมผัสนั้นก็สามารถเปลี่ยนหน้าไปมาได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว ซึ่งมีผลผลักให้เด็กออกจากการ ”อ่าน” ทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นกิจกรรมเชื่องช้าและน่าเบื่อสำหรับพวกเขา นอกจากนั้น “การอ่านหนังสือ” ยังต้องใช้สมาธิสูง ทั้งมีโอกาสถูกรบกวนจากสิ่งต่างๆได้ตลอดเวลา มันจึงกลายเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถสร้างความซาบซึ้งให้เกิดขึ้นในหัวใจของเด็กๆที่ใช้แท็บเล็ทได้ กิจกรรมโต้ตอบได้ (Interactive) บนหน้าจอทำลายการอ่านหนังสือได้อย่างไร

ข้อเท็จจริงที่ว่าหนังสือ Interactive จำนวนมากถูกออกแบบมาสำหรับเด็กๆที่ทักษะการอ่านหนังสือยังไม่แข็งแรง และยังต้องการความช่วยเหลือในการ ”อ่าน” แต่การณ์กลับเป็นว่ามันไปสร้างประสบการณ์ในเล่น “เกมส์” ให้เด็กๆแทน ส่วนการ”อ่าน” ก็ถูกทำให้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น

ส่วนคำโต้แย้งหลักๆที่ได้ยินกันบ่อยคือ ไม่ช้าเด็กๆทั้งหลายก็จะอ่านจากเจอกันหมด ดังนั้นสำนักพิมพ์ต่างๆจึงต้องปรับตัวตาม(ผลิต e-book แทนหนังสือเล่ม)  แต่ผู้ผลิตหนังสือสำหรับเด็กจำนวนหนึ่งกลับเห็นว่า สำนักพิมพ์ต่างๆจะต้องเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่มั่นใจได้ว่าผู้อ่านจะได้อ่านหนังสืออย่างแท้จริงเท่านั้น และเจ้าของสำนักพิมพ์ Nosy Crow เอง ซึ่งผลิต app หนังสือเด็ก (http://nosycrow.com) ก็พบกับลูกของตนเองว่า App ยอดฮิตของ สนพ. นั้นไม่สามารถทำให้เด็กดำดิ่งเข้าสู่โลกของนิทานได้เลย

ในขณะเดียวกัน app ส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยกิจกรรมโต้ตอบ (interactive) ที่ไร้แก่นสาร ไร้เป้าหมายใดๆ นอกจากกระตุ้นให้เด็กๆแตะสัมผัสหน้าจอเท่านั้น โดยเฉพาะ app นิทานทั้งหลายที่เห็นกันเกลื่อน มันไม่ได้กระตุ้นหรือส่งเสริมการคิด สติปัญญา หรือพัฒนาการทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งใดๆเลย หากเทียบกับการอ่านหนังสือในแบบเดิมๆ เพราะผู้อ่านและผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเรื่อง จินตนาการไปถึงความรู้สึกของตัวละครกระทั่งสามารถเปรียบเทียบกลับมาว่าเราจะรู้สึกเช่นไรหากต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ซึ่งประสบการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับเด็กๆที่เฝ้าสนใจอยู่แค่ว่าหน้าจอต่อไปจะมีอะไรถ้าเราแตะมันอีกที หนังสือและสายสัมพันธ์ เป็นที่น่าใจที่เดี๋ยวนี้พ่อแม่ไม่ค่อยอ่านหนังสือให้ลูกๆฟังก่อนนอนกันแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการเกิดขึ้นของแท็บเล็ทนั่นแหละ โดยเฉพาะสมาชิกครอบครัวคนชั้นกลางแต่ละคนทั้งพ่อแม่และลูก ที่เลือกจะอยู่เงียบๆกับแท็บเล็ทของตัวเองตามลำพังมากกว่าจะทำอะไรร่วมกัน

รายงานการสำรวจที่อังกฤษเร็วๆนี้พบว่ามีพ่อแม่เพียงร้อยละ ๑๓ เท่านั้น ที่ยังอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน “หนังสือ” เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่-ลูกเกิดและเติบโต เพราะระหว่างการอ่านนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาคือเสียงของพ่อหรือแม่และภาพบนหน้าหนังสือ เรื่องราวต่างๆจึงถูกถ่ายทอดผ่านเสียงของพ่อแม่ เรื่องที่สนุกที่สุด ตื่นเต้นที่สุด เศร้าที่สุด อบอุ่นที่สุด ฯลฯ ต่างก็มาจากเสียงของพ่อแม่และไม่มีไครอื่น

หนังสือ Interactive จึงไม่มีทางที่จะมาทดแทนคุณค่าของการอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ด้วยประการนี้ การอ่านเพื่อความสุขนั้นไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาญ (ซึ่งแตกต่างอย่างแน่นอนจากแท็บเล็ท) เพราะการอ่านต้องใช้ทักษะ ใช้เวลา ต้องลงมือทำ และต้องใข้ความพยายาม พ่อแม่จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการอ่าน online และ”หนังสือ” ให้แก่ลูกๆทั้งที่โตพอที่จะอ่านเองได้แล้วและที่ยังต้องอ่านให้ฟัง  เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสสัมผัสและเข้าถึงเรื่องราวต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง โอกาสที่เด็กๆจะได้เข้าถึงโลกแห่งการอ่านนั้นสั้นลงและสั้นลงเรื่อยๆตามการเติบโตของพวกเขา และยิ่งสั้นลงไปอีกในยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีนี้ Neil Gaiman ผู้ซึ่งเป็นนักประพันธ์กล่าวไว้เร็วๆนี้ว่า “นวนิยายเปิดโลกที่แตกต่างให้เราได้เห็น พาเราเข้าไปสู่โลกที่ๆเราไม่เคยไปถึง และเมื่อคุณเคยไปมาแล้ว มันก็ไม่ต่างจากการได้สัมผัสรสชาตผลไม้ในดินแดนแห่งนางฟ้า คุณจะไม่มีทางพึงใจได้อย่างเต็มเปี่ยมต่อโลกที่คุณเติบโตขึ้นและดำรงอยู่อีกต่อไป และความไม่พึงใจนี้จะเป็นแรงผลักดันให้คุณสร้างมันให้ดีขึ้นกว่าเดิม และจากมันไปด้วยโลกที่ดีกว่าเดิม”