การอ่่านในวันนี้
เหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามวิถี ขึ้นและลงตามผลแห่งการกระทำ ขณะที่เราต่างก็หวังว่าอะไรๆจะดีขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง หวังว่าดุลยภาพที่ดีระหว่างปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และความเจริญงอกงามทางปัญญาของบรรดาเด็กๆผู้เป็นลูกหลาน และอนาคตของเราจะเกิดขึ้น แต่ความหวังเหล่านี้ก็ดูจะกลายเป็นสิ่งเลื่อนลอยเสมอมา เพราะยิ่งหวัง ยิ่งรอคอย มันก็ยิ่งห่างไปจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงหลายอย่างบอกเราว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนตรงกันข้าม
ดังจะเห็นจากความล้มเหลวของการบริหารการศึกษา ที่เน้นกันแต่เพียงความเจริญก้าวหน้าทางอาชีพของคนทำงาน โดยไม่มีใครพูดถึงความก้วหน้าของเด็กๆ เห็นเด็กๆเป็นเพียงผู้รับที่ผู้จัดการศึกษาจะทำอย่างไรกับพวกเขาก็ได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น การใส่รองเท้าเหยียบย่ำไปบนพื้นกระดานที่เด็กๆเช็ดถู ในขณะที่บังคับให้เด็กๆถอดรองเท้า ใส่ถุงเท้าสีขาว โดยไม่ได้นึกถึงว่าตนกำลังสร้างแบบอย่างของอภิสิทธิ์ซนขึ้นต่อหน้าต่อตาเด็ก หรือเรื่องใหญ่อย่างการวิพากษ์ วิจารณ์ความผิดพลาดของหลักสูตร โดยไม่ใส่ใจต่อบทบาทหน้าที่แห่งวิชาชีพที่เรียกว่าเป็นต้นแบบหรือเป็นแม่พิมพ์
การกล่าวอ้างถึงสถิติตัวเลขของความสำเร็จต่างๆ ก็เป็นเพียงการเลือกหาคำอธิบายในบางประเด็น โดยไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการพัฒนาเพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่กว่านั้น ล้วนถูกละเลย ทุกอย่างในความเป็นจริงจึงมีแต่ความถดถอย โดยไม่มีผู้ใดพูดถึงผลกระทบต่อสังคมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ อาทิ นักศึกษาที่กำลังจะจบออกมาเป็นกำลังของชาติ ล้วนเป็นความล้มเหลวของการจัดการศึกษาเกือบทั้งสิ้น (ดูได้จากคะแนนทดสอบระดับชาติ หรือ ONET และคะแนนผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน) ความสามารถที่แท้จริงไม่บังเกิด ปัญญาชนไม่มีอยู่จริง ไม่เกิดในผลิตภาพที่ดี
เรื่องเหล่านี้จึงกลายมาเป็นภาระขององค์กรต่างๆ ที่จะต้องฝึกและสอนเด็กๆกันใหม่เพื่อรับประกันผลิตภาพขององค์กรตนเอง หลายองค์กรถึงกับลงทุนตั้งสถาบันฝึกและสอนคนทำงานด้วยตนเอง การจัดการศึกษาของเราจึงกลายเป็นความสิ้นหวัง เป็นวิกฤติที่เราไม่ต้องการยอมรับ และไม่มีใครแสดงความรับผิด นับตั้งแต่ผู้ปฏิบัติการในระดับชั้นเรียนจนถึงเสนาบดี
หากกล่าวถึงการอ่าน ที่เราต่างยืนยันว่าสำคัญ และกลไกทางการศึกษาก็พยายามจัดให้เกิดขึ้น แต่ก็ยากที่จะเห็นผลที่เป็นรูปธรรม เพราะทำกันไปตามนโยบาย ทำกันไปตามความเคยชินโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าได้สร้างให้เกิดความซาบซึ้ง ความสุข หรือความรื่นรมย์เพียงใดในหัวใจของเด็กๆ
เราจึงเห็นรายงานตัวเลขผู้เข้าร่วมกิจกรรมเรือนแสน หลังจากทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นแต่เพียงรูปแบบที่ทำตามๆกัน แต่ไม่เกิดความรู้ ไม่เกิดการพัฒนาอย่างที่กล่าวอ้าง
วันนี้หนังสือสำหรับเด็กๆซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการอ่านที่ยิ่งใหญ่ให้เด็กๆเติบโตแข็งแรง จึงยังมาจากการพึ่งพากุศลทานจากผู้ใจบุญเป็นสำคัญ หาได้เกิดจากความตระหนักรู้และความทุ่มเททั้งในแง่ความรู้ ความคิด และการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรมแต่อย่างใด ความหวังประการเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ ครอบครัวและท้องถิ่น ที่จะต้อง “หยุดหวัง” จากกลไกใหญ่ๆของสังคม แล้วหันมาพึ่งตนเอง โดยการสร้างความรู้ สร้างประสบการณ์และความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นในชุมชน กำหนดเป้าหมายของการทำงาเพื่อให้เด็กๆสามารถเข้าถึงหนังสือที่ดี เกิดความสุขและประสบการณ์ทางบวกจากการอ่าน โดยไม่บังคับ หรือเดินตามเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นโดยการใช้อำนาจ ละเว้นการขุดค้นแสวงหาข้อมูลจากหนังสือเพื่อการแข่งขัน อันเป็นความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวของการอ่าน เราจึงจะหวังได้ว่าเด็กๆของเราจะเข้มแข็ง เป็นคนดี และกอร์ปไปด้วยปัญญา เป็นที่พึ่งพาของเราได้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า
